มูลนิธิวัดเงิน (STF)

มูลนิธิวัดเงิน (STF)

มูลนิธิวัดเงิน(STF:Silver Temple Foundation) ได้กำเนิดขึ้นมาเพื่อดำเนินการในการอนุรักษ์สืบสานภูมิปัญญาพื้นบ้านล้านนารวมไปถึงเผยแพร่แนวทางการดำเนินชีวิตแบบวิถีพุทธโดยน้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแบบอย่าง

มูลนิธิวัดเงิน (STF) 
รายนามคณะกรรมการมูลนิธิ 

  1. พระครูพิทักษ์สุทธิคุณ (สุพล คิดข้างบน)ประธานกรรมการ 
  2. นายปรวรรต  พ่วงเปี่ยมรองประธานกรรมการ 
  3. นายสวรรค์ แคว้นไธสงกรรมการ/ประชาสัมพันธ์ 
  4. นายชุมพล  บุญมีกรรมการ/ด้านยุทธศาสตร์และแผนงาน 
  5. นางอภิญญา  เฟื่องมณี กรรมการ/เหรัญญิก 
  6. นายธเนศ  หอมจำปีกรรมการ/ด้านการระดมทุน 
  7. นายสุดเขต เขียวอุไรกรรมการ/เลขานุการ 

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษามูลนิธิ 

  1. ดร.ชวชาต  สุคนธปฏิภาค 
  2. นายณรงค์  ทรงอารมณ์ 
  3. นายพรหมเมศ  นาทรายทอง 

กรรมการผู้อุปถัมภ์มูลนิธิ 

  1. เจ้าสร้อยมาลา อินทร์เอี่ยม ณ จำปาสัก 
  2. แม่บานเย็น อักษรศรี 

ข้อบังคับ มูลนิธิ วัดเงิน (STF) 

หมวดที่ ๑ 
ชื่อเครื่องหมายและสำนักงานที่ตั้ง 

ข้อ ๑ มูลนิธินี้ชื่อว่า มูลนิธิวัดเงิน (STF) ย่อว่า ม.ง เรียกภาษาอังกฤษว่า Silver Temple Foundation ย่อว่า STF 

ข้อ ๒ เครื่องหมายของมูลนิธินี้ คือ 

เป็นรูปองค์พระพิฆเนศทรงเครื่องล้านนา ปางนาคปรก ๙ เศียร ในวงกลม ตัวหนังสือภาษาอังกฤษใต้ฐานพระพิเนศว่า STF,  ชื่อมูลนิธิเส้นรอบวงกลมนอกเป็นภาษาไทยว่า มูลนิธิวัดเงิน (STF) และอังกฤษว่า Silver Temple Foundation 

ข้อ  สถานที่ตั้งมูลนิธินี้ คือ  ภายในพื้นที่วัดศรีสุพรรณ เชียงใหม่  เลขที่ ๑๐๐  ถนนวัวลาย ตำบลหายยา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่  

หมวดที่ ๒ 
วัตถุประสงค์ 

ข้อ ๔ วัตถุประสงค์ของมูลนิธินี้ คือ  

  • ๔.๑ เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม งานช่างสิบหมู่ภูมิปัญญาล้านนา 
  • ๔.๒ เพื่อดำเนินการสร้างอุทยานการเรียนรู้ช่างสิบหมู่ภูมิปัญญาล้านนาและส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงการเรียนรู้ภูมิปัญญาล้านนา เชิงเกษตรอินทรีย์ เชิงแพทย์ทางเลือกและแพทย์แผนโบราณครบวงจร และ สมุนไพร 
  • ๔.๓ เพื่อเป็นทุนการศึกษาแก่ผู้ยากไร้ ขาดแคลน ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ที่สนใจเรียนรู้ช่างสิบหมู่ล้านนา เป้นอาชีพสร้างความมั่นคงแก่ชีวิต 
  • ๔.๔ เพื่อเป็นทุนกิจกรรมพัฒนาองค์ความรู้แก่บุคลากร ครูภูมิปัญญา กิจกรรมศึกษาดูงาน กิจกรรมไหว้ครูประจำปี และ กิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องงานด้านอนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาล้านนา 
  • ๔.๕ เพื่อดำเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือร่วมมือกับองค์การการกุศลอื่น ๆ เพื่อสาธารณประโยชน์ 
  • ๔.๖ ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด 

หมวดที่ ๓ 
ทุนทรัพย์ ทรัพย์สิน และการได้มาซึ่งทรัพย์สิน 

ข้อ ๕  ทรัพย์สินของมูลนิธิมีทุนเริ่มแรก คือ  

  • ๕.๑ เงินสด จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท (สองแสนบาทถ้วน) 
  • ๕.๒ ที่ดินโฉนดเลขที่…………………………………………………………………… 

รวมเป็นราคาทรัพย์สินทั้งสิ้น………………………….บาท (…………………………………………..) 

ข้อ ๖ มูลนิธิอาจได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยวิธีต่อไปนี้ 

  • ๖.๑. เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้ยกให้โดยพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่นๆ โดยมิได้มีเงื่อนไขผูกพันให้มูลนิธิต้องรับผิดชอบในหนี้สินหรือภาระติดพันอื่นใด 
  • ๖.๒ เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้ 
  • ๖.๓ ดอกผลซึ่งเกิดจากทรัพย์สินของมูลนิธิ 
  • ๖.๔ รายได้อันเกิดจากการจัดกิจกรรมของมูลนิธิ 
  • ๖.๕ รายได้อื่นจากการดำเนินกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ 

หมวดที่ ๔ 
คุณสมบัติและการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ 

ข้อ ๗ กรรมการของมูลนิธิต้องมีคุณสมบัติดังนี้ 

  • ๗.๑ มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์ 
  • ๗.๒ ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ 
  • ๗.๓ ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก เว้นแต่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ 

ข้อ ๘ กรรมการของมูลนิธิพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ 

  • ๘.๑ ถึงคราวออกตามวาระ 
  • ๘.๒ ตาย หรือ ลาออก 
  • ๘.๓ ขาดคุณสมบัติตามข้อบังคับ ข้อ ๗ 
  • ๘.๔ เป็นผู้มีความประพฤติและปฏิบัติตนเป็นที่เสื่อมเสีย และคณะกรรมการมูลนิธิมีมติให้ออก โดยมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการมูลนิธิ  

หมวดที่ ๕ 
การดำเนินงานของคณะกรรมการของมูลนิธิ 

ข้อ ๙ มูลนิธินี้ดำเนินการโดยคณะกรรมการมูลนิธิ มีจำนวนไม่น้อยกว่า ๗ คน แต่ไม่เกิน ๙ คน  

ข้อ ๑๐. คณะกรรมการมูลนิธิ ตามข้อ ๙ ประกอบด้วยตำแหน่ง ประธานกรรมการมูลนิธิ รองประธานกรรมการมูลนิธิ เหรัญญิก เลขานุการมูลนิธิ และกรรมการตำแหน่งอื่น ๆ ตามจำนวนที่คณะกรรมการมูลนิธิเห็นสมควรตามข้อบังคับข้อ ๙ 

ข้อ ๑๑.วิธีเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิให้ปฏิบัติ ดังนี้ 

ให้คณะกรรมการมูลนิธิชุดที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน แต่งตั้งกรรมการมูลนิธิและกรรมการอื่น ๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับ 

ข้อ ๑๒.  กรรมการดำเนินงานมูลนิธิอยู่ในตำแหน่งคราวละ ๗ ปี 

ข้อ๑๓. การเลือกตั้งคณะกรรมการมูลนิธิ  ให้ถือเสียงข้างมากของที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิเป็นมติของ 
ที่ประชุม 

ข้อ ๑๔.  กรรมการมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ อาจได้รับแต่งตั้งเข้าเป็นกรรมการมูลนิธิได้อีก  

ข้อ ๑๕.ในกรณีที่กรรมการของมูลนิธิพ้นจากตำแหน่ง  ให้กรรมการของมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่กรรมการของมูลนิธิต่อไปจนกว่ามูลนิธิจะได้รับแจ้งการจดทะเบียนการรมการของมูลนิธิที่ตั้งใหม่ 

หมวดที่  ๖ 
อำนาจหน้าที่คณะกรรมการมูลนิธิ 

ข้อ ๑๖.  คณะกรรมการมูลนิธิมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการของมูลนิธิตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ และภายใต้ ข้อบังคับนี้ ให้มีอำนาจหน้าที่ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 

  • ๑๖.๑ กำหนดนโยบายของมูลนิธิ และดำเนินการตามนโยบายนั้น 
  • ๑๖.๒ ควบคุมการเงินและทรัพย์สินต่าง ๆ ของมูลนิธิ 
  • ๑๖.๓ เสนอรายงานกิจกรรม รายงานการเงิน และบัญชีรายรับ – รายจ่าย  ต่อนายทะเบียน 
  • ๑๖.๔ ดำเนินการให้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิและวัตถุประสงค์ของข้อบังคับนี้ 
  • ๑๖.๕ ตราระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของมูลนิธิ 
  • ๑๖.๖ แต่งตั้งหรือถอดถอนคณะอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง หรือหลายคณะ  เพื่อดำเนินการเฉพาะอย่างของมูลนิธิภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการมูลนิธิ 
  • ๑๖.๗ เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ หรือบุคคลที่ทำประโยชน์ให้มูลนิธิเป็นพิเศษเป็นกรรมการกิตติมศักดิ์ 
  • ๑๖.๘ เชิญผู้ทรงเกียรติเป็นผู้อุปถัมภ์มูลนิธิ 
  • ๑๖.๙ เชิญผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิ  
  • ๑๖.๑๐ แต่งตั้งหรือถอดถอนเจ้าหน้าที่ประจำของมูลนิธิ มติให้ดำเนินการตามข้อ ๑๖.๗, ๑๖.๘ และ ๑๖.๙ ต้องเป็นมติเสียงข้างมากของที่ประชุม และที่ปรึกษาตามข้อ ๑๖.๙ ย่อมเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิที่เชิญเท่านั้น    

ข้อ .  ประธานกรรมการมูลนิธิ มีอำนาจหน้าที่ดังนี้ 

  • ๑๗.๑ เป็นประธานของการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ 
  • ๑๗.๒ สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ 
  •  ๑๗.๓ เป็นผู้แทนของมูลนิธิในการติดต่อกับบุคคลภายนอก หรือการลงลายมือชื่อในเอกสารข้อบังคับและสรรพหนังสือ อันเป็นหลักฐานของมูลนิธิ เมื่อประธานกรรมการมูลนิธิ หรือกรรมการมูลนิธิได้รับมอบหมายให้ทำการแทน ได้ลงลายมือชื่อแล้วจึงเป็นอันใช้ได้ 
  • ๑๗.๔ ปฏิบัติการอื่นๆ  ตามข้อบังคับ และมติของคณะกรรมการมูลนิธิ  

ข้อ .  ให้รองประธานกรรมการมูลนิธิทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิ เมื่อประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือในกรณีที่ประธานมอบหมายให้ทำการแทน  

ข้อ ๑๙.  ถ้าประธานกรรมการมูลนิธิและรองประธานกรรมการมูลนิธิ  ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการประชุมคราวหนึ่งคราวใดได้ ให้ที่ประชุมเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิคนใดคนหนึ่งเป็นประธานสำหรับการประชุมคราวนั้น  

ข้อ .  เลขานุการมูลนิธิมีหน้าที่ควบคุมกิจการ และดำเนินการประชุมของมูลนิธิ ติดต่อประสานงานทั่วไปรักษาระเบียบข้อบังคับของมูลนิธิ นัดประชุมกรรมการตามคำสั่งของประธานกรรมการมูลนิธิ และทำรายงานการประชุม ตลอดจนรายงานกิจการของมูลนิธิ 

ข้อ .  เหรัญญิกมีหน้าที่ควบคุมการเงิน ทรัพย์สินของมูลนิธิ ตลอดจนบัญชี และเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง และเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด 

ข้อ .  สำหรับกรรมการตำแหน่งอื่น ๆ ให้มีหน้าที่ตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด โดยทำเป็นคำสั่งระบุอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน 

ข้อคณะกรรมการมูลนิธิมีสิทธิเข้าร่วมประชุมกรรมการ หรืออนุกรรมการอื่น ๆ ของมูลนิธิได้ 

หมวดที่ ๗ 
อนุกรรมการ 

ข้อ .  คณะกรรมการมูลนิธิอาจแต่งตั้งหรือถอดถอนอนุกรรมการได้ตามความเหมาะสม โดยจะแต่งตั้งให้เป็นคณะอนุกรรมการประจำ หรือเพื่อการใดเป็นกรณีพิเศษคราวใดก็ได้ และในกรณีที่คณะกรรมมูลนิธิไม่ได้แต่งตั้งประธานอนุกรรมการ เลขานุการหรืออนุกรรมการในตำแหน่งอื่นไว้ ก็ให้อนุกรรมการและคณะแต่งตั้งกันเองดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้ 

ข้อ .  อนุกรรมการอยู่ในตำแหน่งจนกว่าจะเสร็จภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้กระทำ ส่วนคณะอนุกรรมการประจำอยู่ในตำแหน่งตามเวลาที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด ซึ่งถ้ามิได้กำหนดไว้ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระของคณะกรรมการมูลนิธิซึ่งเป็นผู้แต่งตั้ง และอนุกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งอาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้ 

  • ๒๕.๑ อนุกรรมการมีหน้าที่ดำเนินการตามที่คณะกรรมการมูลนิธิมอบหมาย 
  • ๒๕.๒ อนุกรรมการมีหน้าที่เสนอความคิดเห็นต่อคณะกรรมการมูลนิธิเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย 

หมวดที่ ๘ 
การประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ 

ข้อ .  คณะกรรมการมูลนิธิจะต้องจัดให้มีการประชุมสามัญประจำปีทุก ๆ ปี ภายในเดือนสิงหาคม และต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม 

ข้อ . การประชุมวิสามัญอาจมีได้ในเมื่อประธานกรรมการมูลนิธิ หรือเมื่อกรรมการมูลนิธิ ตั้งแต่ ๒ คน 
ขึ้นไป แสดงความประสงค์ไปยังประธานกรรมการมูลนิธิ หรือผู้ทำการแทน ขอให้มีการประชุมก็ให้เรียกประชุมวิสามัญได้  

ข้อ .  กำหนดการประชุมและองค์ประชุมของคณะอนุกรรมการให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนดไว้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประชุมให้คณะอนุกรรมการตกลงกันเอง และในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ 
องค์ประชุมให้ใช้ข้อ ๒๖. บังคับโดยอนุโลม 

ข้อ ๒๙.  ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ  หากมิได้มีข้อบังคับกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น  มติของที่ประชุมให้ถือเอาคะแนนเสียงข้างมาก ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมเป็น ผู้ชี้ขาด กิจการใดที่เป็นงานประจำหรือเป็นกิจการเล็กน้อย ประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจสั่งให้ใช้วิธีสอบถามมติทางหนังสือแทนการเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ แต่ประธานกรรมการมูลนิธิต้องรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิในคราวต่อไป ถึงมติและกิจการที่ได้ดำเนินการไปตามมตินั้น กิจการใดเป็นงานประจำหรือเป็นกิจการเล็กน้อยหรือไม่ ย่อมอยู่ในดุลพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิ 

ข้อ ๓๐. ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือประธาน ในที่ประชุมมีอำนาจเชิญหรืออนุญาตให้บุคคลที่เห็นสมควรเข้าร่วมประชุมในฐานะแขกผู้มีเกียรติ หรือ ผู้สังเกตการณ์ หรือเพื่อชี้แจง หรือเพื่อให้คำปรึกษาแก่ที่ประชุมได้ 

หมวดที่ ๙ 
การเงิน 

ข้อ .  ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือรองประธานกรรมการมูลนิธิในกรณีทำหน้าที่แทนมีอำนาจสั่งจ่ายเงินได้คราวละไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งล้านบาท) ถ้าเกินกว่าจำนวนดังกล่าว ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมาก เว้นแต่กรณีจำเป็นและเร่งด่วนให้อยู่ในดุลยพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิที่จะอนุมัติให้จ่ายได้ แล้วต้องรายงานให้คณะกรรมการมูลนิธิทราบในการประชุมคราวต่อไป 

ข้อ ๓๒.  เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดได้ครั้งละไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท (สามหมื่นบาท) 

ข้อ ๓๓. เงินสดของมูลนิธิ หรือเอกสารสิทธิ ต้องนำไปฝากไว้กับธนาคาร หรือสถาบันการเงินอื่นใดที่รัฐบาล ให้การค้ำประกัน หรือซื้อพันธบัตรรัฐบาล แล้วแต่คณะกรรมการมูลนิธิเห็นสมควร 

ข้อ ๓๔.  การสั่งจ่ายเงินของมูลนิธิโดยเช็ค จะต้องมีลายมือชื่อของประธานกรรมการมูลนิธิ หรือผู้ทำการแทนกับเลขานุการหรือเหรัญญิก ลงนามทุกครั้ง จึงจะเบิกจ่ายได้  

ข้อ ๓๕. การใช้จ่ายเงินตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ รวมทั้งค่าใช้จ่ายประจำสำนักงาน ให้จ่ายเพียงดอกผล อันเกิดจากทรัพย์สินที่เป็นทุนของมูลนิธิ และเงินที่ผู้บริจาคมิได้แสดงเจตนาให้เป็นเงินสมทบทุนโดยเฉพาะ  และรายได้อันเกิดจากการจัดกิจกรรมของมูลนิธิหรือรายได้อื่นจากการดำเนินกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ    

ข้อ ๓๖.  ให้คณะกรรมการมูลนิธิวางระเบียบเกี่ยวกับการเงิน บัญชี และทรัพย์สินของมูลนิธิ ตลอดจนกำหนดอำนาจหน้าที่ต่าง ๆ เกี่ยวกับการรับและจ่ายเงิน นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ 

ข้อ .  ให้คณะกรรมการมูลนิธิจัดทำรายงานสถานะการเงินของมูลนิธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่ผ่านมา  เสนอต่อที่ประชุมในการประชุมสามัญประจำปี 

หมวดที่ ๑๐ 
การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ 

ข้อ ๓๘.  การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ จะกระทำได้ โดยเฉพาะที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ ซึ่งต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด และการอนุมัติให้แก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อบังคับต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่เข้าประชุม 

หมวดที่ ๑๑ 
การเลิกมูลนิธิ 

ข้อ ๓๙.  ถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไปโดยมติของคณะกรรมการหรือโดยเหตุผลใดก็ตาม ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่ วัดศรีสุพรรณ อำเภอเมืองเชียงใหม่  

ข้อ ๔๐.  การสิ้นสุดของมูลนิธินั้น นอกจากที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ให้มูลนิธิเป็นอันสิ้นสุดลง โดยมิต้องให้ศาลสั่งเลิกด้วยเหตุต่อไปนี้ 

  • ๔๐.๑ เมื่อมูลนิธิได้รับจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลจากนายทะเบียนแล้ว ไม่ได้รับทรัพย์สินตามคำมั่นเต็มจำนวน 
  • ๔๐.๒ เมื่อกรรมการมูลนิธิจำนวนสองในสามมีมติให้ยกเลิก
  • ๔๐.๓ เมื่อมูลนิธิไม่อาจหากรรมการได้ครบตามจำนวนกรรมการที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของมูลนิธิ 
  • ๔๐.๔ เมื่อมูลนิธิไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด  

หมวดที่ ๑๒
บทเบ็ดเตล็ด 

ข้อ . การตีความในข้อบังคับมูลนิธิ หากเป็นที่สงสัย ให้คณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมากของจำนวนกรรมการที่มีอยู่เป็นผู้ชี้ขาด 

ข้อ .  ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมูลนิธิมาใช้บังคับ ในเมื่อข้อบังคับของมูลนิธิมิได้กำหนดไว้ 

ข้อ .   มูลนิธิต้องไม่ดำเนินการหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน หรือเพื่อบุคคลใด นอกจากเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธินั้นเอง 

ลงนาม …………………………………ผู้จัดทำข้อบังคับ 
  พระครูพิทักษ์สุทธิคุณ (สุพล  คิดข้างบน)
ประธานกรรมการมูลนิธิวัดเงิน